top of page

Part 2 : Mae Hong Son Loop 5 วัน 4 คืนพิชิต 4,088 โค้ง

ช่วงเวลาประทับใจที่ปาย, ออกเดินทางสู่บ้านรักไทย


เข้าสู้วันที่สองของการเดินทาง วันนี้เราจะตื่นแต่เช้าเพื่อไปดูทะเลหมอกที่จุดชมวิว "ทะเลหมอกหยุนไหล" หลังจากนั้นก็จะแวะเที่ยวกันต่อที่ "หมู่บ้านสันติชล" ต่อด้วยไหว้พระขอพรกันที่ "วัดน้ำฮู" และช่วงเที่ยงเดินทางออกจากปายมุ่งหน้าสู่ "บ้านจ่าโบ่" เพื่อแวะทานอาหารเพิ่มพลังก่อนเดินทางสู่จุดหมายสุดท้ายของวันคือ "บ้านรักไทย" และคืนนี้เราจะเข้าพักที่ "ลีไวน์รักไทย Resort"


พระอาทิตย์ขึ้นที่ทะเลหมอกหยุนไหล

เราตื่นตั้งแต่ตี 5 เพื่อให้ทันดูพระอาทิตย์ขึ้นที่จุดชมวิวทะเลหมอกหยุนไหล ซึ่งหากเป็นการใช้ชีวิตปกติในเมืองมันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะตื่นขึ้นมาในเวลานี้ แต่ความต้องการที่จะชื่นชมความสวยงามของธรรมชาตินั้นก็มีมากพอที่จะทำให้เรางัดตัวออกจากที่นอนในเวลาเช้าตรู่ขนาดนี้ได้

การมาทะเลหมอกหยุนไหลนั้นเราต้องจอดรถไว้ที่ทางขึ้นซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับหมู่บ้านสันติชล และต้องเหมารถชาวบ้านขึ้นไป 300 บาท (รวมขาลงแล้ว) หรือหากใครอยากประหยัดก็ต้องมองหานักท่องเที่ยวแถวๆนั้น รวมกลุ่มให้ได้ 10 คนก็จะช่วยให้ประหยัดค่าเดินทางได้ แต่เราสองคนเลือกที่จะเหมารถขึ้นไปเนื่องจากไม่อยากเสียเวลาหากลุ่มเพราะอีกไม่นานพระอาทิตย์ก็จะขึ้นแล้วนั้นเอง อ้อข้างบนมีเก็บค่าเข้าพื้นที่อีกคนละ 20 บาทด้วย เป็นครั้งที่สามของผมแล้วที่ได้มาเยือนจุดชมวิวนี้ ถามว่าทำไมผมมาถึงสามครั้ง ตอบแบบง่ายๆว่ามันเดินทางสะดวกเพราะไกล้กับปายเพียง 5 กิโลเมตร ใจจริงก็อยากจะไปห้วยน้ำดังมากกว่า แต่ต้องขับรถย้อนกลับไปอีกหลายกิโลเมตรจึงอาจจะไม่เหมาะกับแพลนเที่ยวที่เราได้เตรียมไว้เท่าไหร่นัก บวกกับเอมี่เองก็ไม่เคยมาที่จุดชมวิวนี้มาก่อน ฉะนั้นการมาเยือนทะเลหมอกหยุนไหลอีกครั้งก็คงจะไม่น่าเบื่อจนเกินไป และที่สำคัญในการไปเยือนสถานที่ท่องเที่ยวในแต่ละครั้งเราจะได้พบความงามที่แตกต่างกันไปเสมอ เช่นเดียวกับครั้งนี้ที่ธรรมชาติเป็นใจเผยให้เห็นความสวยงามมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เอ...หรือแท้จริงแล้วนั้นอาจจะเป็นเพราะวันนี้ผมได้มาพร้อมกับคนที่รักที่สุดต่างหากจึงทำให้มีความรู้สึกว่าทะเลหมอกหยุนไหลในวันนี้สวยงามกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาก็เป็นได้


วันที่ธรรมชาติเป็นใจได้เจอหมอกเยอะกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
สายหมอกเป็นคลื่นเปรียบดั่งทะเล
มาถึงจุดชมวิวได้ไม่นานพระอาทิตย์ก็ขึ้นพ้นจากเขา
หลักจากพระอาทิตย์ขึ้นสูง หมอกก็เริ่มหนามากขึ้นเรื่อยๆ
ถึงตอนนี้หากอยู่ห่างกันเกินระยะ 5 เมตรจะเห็นกันไม่ชัดแล้ว

มีจุดให้เขียนชื่อลงพวงกุนแจแล้วแขวนไว้บนต้นไม้แนวเกาหลีๆ ซึ่งแน่นอนเราไม่ได้ทำ

หมอกลงหนาจนไม่สามารถเห็นวิวได้อีก แต่หากถอยออกมาแล้วมองกลับไปก็จะได้เห็นความงามในอีกมุมหนึ่ง

เมื่อหมอกลงหนาจนไม่สามารถถ่ายรูปวิวได้อีกต่อไป ก็คงจะดีกว่าที่จะหาอาหารเช้าอร่อยๆ มาทาน

โจ๊กร้อนๆ กับอากาศเย็นๆ คือดีมาก
แต่ที่สุดของมื้อนี้คือยำหมี่ยูนนาน อร่อยยยย

หมาแมวยูนนาน Friendly ทุกตัว

พอหมอกหายแดดจ้าก็มาเยือน

เดินเที่ยวในหมู่บ้านสันติชล


นั่งรถลงจากทะเลหมอกหยุนไหล ใกล้ๆกันนั้นก็ยังมีหมู่บ้านสันติชลหรือชื่อเต็มๆคือ "ศูนย์วัฒนธรรมจีนยูนนานบ้านสันติชล" ภายในก็จะมีบ้านดินจำลองวิถีชีวิตชาวจีนยูนนานให้เยี่ยมชม แต่ครั้งนี้ผมรู้สึกว่าสภาพของบ้านจำลองจะเริ่มโทรมไปหน่อยเพราะป้ายที่ให้ความรู้ต่างๆ นั้นซีดจนอ่านยากยู่หลายป้าย รวมถึงวัสดุของใช้ที่จำลองไว้ในบ้านดินก็ดูจะขาดการดูแลไปพอสมควร แต่ก็ถือว่ามาเดิน ถ่ายภาพได้เพลินๆอยู่

กิจกรรมที่ว่ากันว่าไม่ควรพลาดเมื่อมีโอกาสมาเที่ยวที่นี่ก็คือ เล่น "ชิงช้ายูนนาน" ที่สามารถเล่นพร้อมกันได้ถึง 4 คนหรือจะเป็นกิจกรรม "ขี่ม้าแคระ" ชมหมู่บ้านหรือจะเช่าชุดจีนถ่ายรูปตามมุมต่างๆของหมู่บ้านก็ได้ ซึ่งกิจกรรมทั้งหมดที่ว่ามานั้นเราไม่ได้ทำเลย เพราะอยากจะเดินเล่นชิลๆในหมู่บ้านมากกว่า

ทางเข้าหมู่บ้านจะมีมังกร
เข้ามาอีกนิดจะมีแมว
บรรยากาศภายในหมู่บ้าน
เข้าไปด้านในสุดจะมีอาคารคล้ายกำแพงเมืองจีน ด้านล่างมีร้านเดินลมปราณ ร้านชา และด้านบนจะเป็นจุดชมวิว
เมื่อขึ้นกำแพงเมืองจีน(จำลอง)มาแล้ว ด้านหลังเราจะเห็นบ้านเรื่อนของชาวบ้านที่นี่
ด้านหน้าจะเป็นวิวหมู่บ้านสันติชล
ชิงช้ายูนนานกับขี่ม้าแคระ สองกิจกรรมยอดนิยมของที่นี่

ไหว้พระขอพรที่ "วัดน้ำฮู"


ตัวผมนั้นมีโอกาสมาเที่ยวปายอยู่หลายครั้ง และทุกครั้งก็ได้แต่ขับรถผ่านวัดนี้แต่ครั้งนี้พอจะมีเวลาก็เลยถือโอกาสเข้าวัดขอพรให้การเดินทางครั้งนี้ของเราราบรื่นและปลอดภัย

ความพิเศษของวัดนี้คือเป็นวัดเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของปาย และเป็นที่ประดิษฐานของพระอุ่นเมือง เป็นพระพุทธรูปสิงห์สาม อายุประมาณ 500 ปี มีความพิเศษคือส่วนพระเศียรกลวงและมีน้ำไหลออกมาตลอดแม้เช็ดให้แห้งแล้วทิ้งไว้ไม่นานก็จะกลับมามีน้ำอีก ก็เป็นอะไรที่แปลกประหลาดดี

อีกตำนานหนึ่งคือเชื่อกันว่าวัดนี้สร้างโดยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเพื่อบรรจุพระอัฐิของสมเด็จ พระพี่นาง สุพรรณกัลยาและบรรจุเส้นพระเกศาไว้ในพระเจดีย์สีทองที่อยู่หลังวิหารของวัดน้ำฮูแห่งนี้


รูปหล่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ตั้งอยู่ในศาลากลางน้ำ
ที่ศาลากลางน้ำสามารถให้อาหารปลาได้ จะมีน้องๆ ขายอาหารปลาอยู่ ซื้ออาหารปลากับน้อง น้องก็จะขอบคุณเรางามๆ แบบนี้
ปลามันหิวนักก็เทไปเลยทีเดียวหมดถุง
พระอุ่นเมือง พระพุทธรูปเก่าแก่อายุกว่า 500 ปี

Stunning moment ที่เมืองปาย


หลังจากจบโปรแกรมเที่ยวในช่วงเช้า เราก็กลับเข้าที่พักอาบน้ำแต่งตัวและพักผ่อนกันเล็กน้อยพอให้ร่างกายได้สดชื่นเพื่อเตรียมพร้อมเดินทางไปสู่จุดหมายต่อไปที่ถนนหนทางคดเคี้ยวและสูงชันขึ้นกว่าเดิม

เราเก็บข้าวของออกจากที่พักประมาณ 11 โมงกว่าๆซึ่งช้ากว่ากำหนดที่เราตั้งใจไว้ไปแล้วเกือบหนึ่งชั่วโมง เราขับรถออกมาจากที่พักไม่ไกลนักก็พบกับป้ายไม้ตั้งอยู่ตรงซ้ายมือเป็นสัญลักษณ์ชี้ให้เลี้ยวเข้าไป เราไม่ได้สนใจมันในทีแรกและจริงๆแล้วเราก็ขับรถผ่านป้ายนี้ไปแล้วเสียด้วยซ้ำ แต่ด้วยเหตุดลใจอะไรบางอย่างทำให้เราตัดสินใจถอยรถแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าไป นั้นทำให้รู้ว่ามีร้านกาแฟที่มีวิวสวยมากๆอยู่ และที่นี่คือ "Two Huts Pai"

Two Huts Pai เป็นสถานที่ที่ทำให้ผมเปลี่ยนความคิดที่มีต่อปายไปตลอดกาล จากที่เคยคิดว่า ปายนั้นไม่มีอะไรให้จดจำกลายเป็นความประทับใจและอยากจะกลับมาที่นี่อีกครั้ง เพราะที่ Two Huts Pai ในวัน เวลาที่ผมได้สัมผัสนั้นสวยงามเป็นอย่างมาก มากเสียจนเราอยากจะนั่งปล่อยอารมณ์ ชมความงานอันแสนสงบและกว้างใหญ่ของที่แห่งนี้ ผมคิดว่าที่นี่น่าจะเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกดินที่สวยมากที่สุดของปายเลยทีเดียว ว่าแล้วก็เสียดายที่เวลาของเรานั้นมีไม่เพียงพอให้เราชื่นชมความสวยงามได้ยาวนานนัก

ลงจากรถมาแล้วเจอวิวนี้คือว้าวมากๆ
วิว Panorama กว้างสุดสายตา เราว่าสถานที่จริงสวยกว่าในรูปเยอะเลย
Two Huts Pai

แวะพักที่บ้านจ่าโบ่


หลังจากที่เราได้ชื่นชมความสวยงามอย่างพอเพียงแล้ว ก็ถึงเวลาที่ต้องเดินทางกันสู่จุดหมายต่อไปคือบ้านรักไทย โดยที่ก่อนถึงบ้านรักไทยเราจะแวะไปทานอาหารบ่ายที่บ้านจ่าโบ่กันก่อน

ที่บ้านจ่าโบ่ นับเป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นที่โด่งดังแห่งนึง แต่ด้วยเส้นทางที่เราวางไว้เราคงไม่มีโอกาสได้ดูพระอาทิตย์ขึ้นที่นี่แน่นอน แต่อย่างน้อยก็อยากจะไปกินก๋วยเตี๊ยวห้อยขาเสียหน่อย ไหนๆก็มาจังหวัดแม่ฮ่องสอนแล้วก็ขอให้ได้แวะสักนิดนึง

เมื่อถึงบ้านจ่าโบ่ เราค้นพบว่าที่นี่เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่มีถนนไม่กว้างนัก ด้านหนึ่งของถนนเป็นเขาและอีกด้านหนึ่งเป็นหน้าผา ซึ่งร้านอาหาร กาแฟต่างๆ ตั้งอยู่ในด้านนี้ เมื่อไปถึงร้านก๋วยเตี๊ยวห้อยขาบ้านจ่าโบ่ก็พบว่าแม้จะเป็นเวลาเกือบบ่ายสองแล้วก็ยังคงมีนักท่องเที่ยวนั่งอยู่เต็มร้าน เราสองคนจึงตัดสินใจเลือกร้านอาหารที่ไม่มีคนใช้บริการเลยและวิวที่ได้ก็เป็นวิวเดียวกับก๋วยเตี๊ยวห้อยขา เราใช้เวลาที่บ้านจ่าโบ่ไม่นานนักเพราะอยากไปถึงบ้านรักไทยก่อนพระอาทิตย์ตกและที่นั้นก็คงจะเป็นหนึ่งในที่ที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของทริปนี้

วิวจากร้านอาหาร
หากต้องการสัมผัสความสวยงามที่แท้จริงของบ้านจ่าโบ่ แนะนำว่าต้องค้างที่นี่สักคืน
แวะ shopping อุดหนุนชาวบ้านก่อนออกจากบ้านจ่าโบ่

บ้านรักไทย


เรามาถึงที่บ้านรักไทยประมาณบ่ายสี่โมงพอดิบพอดี จริงๆแล้วเรามีแพลนที่จะแวะไปเดินเล่นที่ปางอุ๋งก่อน แต่ด้วยเวลาที่ไม่ตรงตามแพลนที่กำหนดไว้และเราก็เห็นพ้องต้องกันว่าอยากมีเวลาชิล ที่บ้านรักไทยเยอะๆ เราจึงเลือกตัดปางอุ๋งออกจากทริปของเรา และเมื่อมาถึงบ้านรักไทยมันทำให้เรารู้ว่าเราคิดถูกแล้วละ

ขอเสริมข้อมูลเรื่องชาวจีนยูนนานก่อนที่จะเป็นบ้านรักไทยในปัจจุบัน แต่เดิมกลุ่มคนเหล่านี้เป็นอดีตทหารจีนคณะชาติ(ก๊กมินตั๋ง) แต่จากการที่ฝ่ายจีนคอมมิวนิสต์ได้รับชัยชนะเหนือฝ่ายจีนคณะชาติในสงครามกลางเมืองเมื่อปี พ.ศ. 2492 ทำให้จีนคณะชาติต้องถอนตัวไปใต้หวัน และมีกำลังพลบางส่วนซึ่งมีฐานกำลังอยู่ที่ยูนนานคือกองกำลังพล 93 และกองกำลังพล 193 จำนวนประมาณ 20,000 คนได้ถอนตัวเข้าสู่ประเทศพม่า หลังจากนั้นกลุ่มทหารพม่าได้กวาดล้างกลุ่มทหารจีนคณะชาติทำให้ กองกำลังพล 93 ซึ่งมีประชากรประมาณ 5,000 - 6,000 คนอพยพเข้าสู่ไทย และมีจำนวนหนึ่งได้อพยพเข้าไปอยู่ที่บริเวณบ้านรักไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2510

ประวัติเต็มๆ อ่านได้ที่นี่ --> Click

ซุ้มประตูนี้เป็นสัญลักษณ์ว่าเราไกล้ถึงบ้านรักไทยแล้ว

ลีไวน์รักไทย


เมื่อมาถึงบ้านรักไทย สิ่งที่ทำเป็นอย่างแรกคือ Check-in ที่ลีไวน์รักไทย Resort ซึ่งเราได้จองบ้านไวน์มะขามป้อมไว้ โดยส่วนตัวคิดว่าเป็นบ้านที่ตั้งในจุดที่สามารถมองเห็นวิวได้สวยที่สุดจุดนึง แต่ข้อเสียคือเป็นบ้านที่อยู่บนสุดของ Resort และเราจะต้องเดินขึ้นทางชันพอสมควรเรียกว่าก่อนจะถึงห้องพักก็ขาลากกันเลยทีเดียว

ลีไวน์รักไทยนั้นเป็นที่พักที่นิยมมากที่สุดแห่งนึงในบ้านรักไทย ด้วยลักษณะบ้านอันโดดเด่นสไตล์จีนยูนนาน ตั้งอยู่ท่ามกลางไร่ชาขั้นบันได ประกอบกับห้องพักที่สะอาด สวยงามและเมื่อบวกกับอากาศเย็นสบายๆ มันทำให้เรารู้สึกรักที่นี่เลยทีเดียว

ลีไวน์รักไทย ตั้งอยู่ในพื้นที่สูงเราจึงสามารถมองเห็นเขื่อนในหมอกได้จากห้องพัก
บ้านไวน์มะขามป้อม
ถูกใจคุณภรรยามาก เนื่องจาก Road Trip ทีไรไม่เคยนอนสบายๆแบบนี้
ถูกใจเค้าละ
เราจะขอเรียกเก้าอี้สองตัวนี้ว่า "เก้าอี้ดูดวิญญาณ" เพราะนั่งแล้วจะไม่อยากไปไหนอีกเลย
ตรงเก้าอี้ดูดวิญญาณมองออกไปด้านหน้าจะเห็นมุมนี้ อากาศเย็นๆวิวสวยๆ ให้นั่งมองเฉยๆทั้งวันยังได้

หลังจากสำรวจห้องและนั่งพักจนหายเหนื่อยเราก็ตกลงกันว่าจะออกไปร้านอาหารก่อนที่ที่นั่งวิวดีๆจะโดนจับจองไปเสียก่อน แต่กระนั้นกว่าเราจะถึงร้านอาหารก็ใช้เวลาไปกับการถ่ายภาพเยอะทีเดียวเพราะมองไปทางไหนก็สวยงามน่าถ่ายรูปไปสะทุกจุด

สบายละคืนนี้

ที่ลีไวน์รักไทย มีร้านอาหารจีนยูนนานให้บริการด้วย โดยหากเราพักที่ลีไวน์รักไทยและทานอาหารเย็นที่ร้านของเค้า ทางร้านจะมีส่วนลดให้ด้วยจำไม่ได้แล้วว่าลดไปเท่าไหร่ รู้แต่ว่าลดราคาแล้วอาหารก็ยังแพงอยู่ bill ออกมาแล้วไม่ต่างกับกินร้านอาหารจีนในเมืองกรุง

หน้าตาอาหารดูดีน่ารับประทาน ส่วนรสชาตินั้นไม่ถูกปากเราสองคนนัก อย่างเช่นขาหมูยูนนานที่เราตั้งตาอยากลิ้มลองเป็นอย่างมากนั้น ก็มีรสชาติที่แค่พอใช้และเนื้อสัมผัสของขาหมูก็ไม่นุ้มลิ้นเสียเท่าไหร่ เราแอบผิดหวังเล็กน้อยเพราะไม่สมกับเสียงลือเสียงเล่าอ้างถึงความอร่อยอย่างที่ได้ยินมา

ขาหมูยูนนานทานคู่กับหมั่นโถว
ชา เป็นสินค้าชื่อดังของบ้านรักไทย หอม รสชาติดีสมคำร่ำลือ
มีกันอยู่ 2 คนแต่อาหารเต็มโต๊ะ

ระหว่างทานอาหาร เราสองคนนั้นได้นั่งมองและสังเกตุความเปลี่ยนแปลงของวิวที่เราเห็นอยู่ในเบื้องหน้า "เขื่อนในหมอก"ค่อยๆมีสีสันและบรรยากาศที่เปลี่ยนไปจากแสงพระอาทิตย์ที่ค่อยๆลดลง และค่อยๆเติมเต็มแสงธรรมชาติที่หายไปนั้นด้วยแสงสีจากบ้านเรือน ประกอบกับหมอกบางเบาและอากาศสบายๆ ณ ช่วงเวลานั้น มันทำให้เราอยากหยุดเวลาให้ช้าลง

ช่วงเวลาก่อนพระอาทิตย์จะตก แสงสีส้มจากพระอาทิตย์สาดใส่เข้าบ้านเรือน
ไม่นานหลังจากถ่ายภาพนี้ผมก็หยุดสนใจกล้องและวางมันไว้เพื่อจะได้ชื่นชมความงามจากประสาทสัมผัสของตัวเอง

หลังจากทานอาหารเย็นเสร็จแล้วก็ถึงเวลาต้องเดินย่อยกันเสียหน่อย ด้วยนิสัยของเราสองคนที่ชอบเดินสำรวจเมืองไปเรื่อยๆ เราจึงตกลงกันที่จะเดินสำรวจเมืองกันเล็กน้อยก่อนจะเข้าห้องพัก

บรรยากาศยามค่ำที่บ้านรักไทย

เราเดินสำรวจกันได้ไม่นานนักเพราะเส้นทางที่มีไฟส่องสว่างนั้นค่อนข้างสั้นและเมื่อเดินไปถึงถนนที่อยู่อีกฝั่งของเขื่อนในหมอกนั้นก็มืดเกินไปและอาจไม่ปลอดภัยถ้าเราจะเดินต่อ เราจึงเห็นสมควรว่ากลับห้องไปนั่งเล่นตรงเจ้าเก้าอี้ดูดวิญญานกันดีกว่า แต่กว่าจะถึงห้องพักของเราได้นั้นก็ต้องเดินขึ้นทางชันขาเกือบลากเลยทีเดียว

ทางขึ้นที่พัก ช่วงค่ำทาง resort จะเปิดโคมไฟทำให้บรรยากาศดีมากทีเดียว
บรรยากาศเหมือนอยู่เมืองจีนเอ๊ะหรือเหมือนญี่ปุ่น

หลังจากนั้นก็เป็นช่วงเวลาพักผ่อนของเรา เรานั่งคุยกันยาวๆอยู่บนเก้าอี้ดูดวิญญาน ความจริงแล้วผมวางแผนไว้ว่าจะเข้านอนเร็วหน่อยเพราะวันนี้เป็นวันที่ผมรู้สึกเหนื่อยทีเดียวคงเพราะตื่นเช้าและขับรถค่อนข้างไกลแถมเส้นทางก็คดเคี้ยวเป็นอย่างมาก แต่ด้วยอากาศที่เริ่มเย็นขึ้นบวกกับวิวข้างหน้าและบทสนทนากับคนรู้ใจทำให้เผลอแปปเดียวก็เป็นเวลาสี่ทุ่มกว่าเสียแล้ว ด้วยความเหนื่อยทำให้ผมผล็อยหลับไปก่อนส่วนเอมี่นั้นยังคงติดใจในบรรยากาศกว่าเธอจะเข้านอนก็เกือบเที่ยงคืน

นั่งเก้าอี้ดูดวิญญาน มองวิวนี้ คุยกันไปเพลินๆ เผลอแป๊ปเดียวผ่านไปสองชั่วโมงกว่า

เช้าตรู่ที่บ้านรักไทย

ผมตั้งปลุกตั้งแต่ตี 5 เพื่อออกมาถ่ายรูปก่อนฟ้าจะสว่าง ผมปล่อยให้เอมี่นอนพักผ่อนเพราะคืนก่อนเธอนอนค่อนข้างดึกและ ณ เวลาประมาณนี้คงกำลังหลับสบายเชียวละ

ผมออกจากห้องมาในเวลาตี 5 กว่าๆ เป็นช่วงเวลาที่เงียบสงบและไร้ผู้คน แม้พระอาทิตย์จะยังไม่ส่องแสงแต่ในบริเวณที่พักก็สว่างไสวไปด้วยโคมไฟจีนสีแดงที่เปิดไว้ตลอดคืน อากาศหนาวกำลังดีรอบๆตัวไร้ผู้คน (เอ๊ะหรือมี) ผมรู้สึกว่า ณ ตอนนั้นไร่ชาเป็นของผมแล้ว

ไม่นานนักธรรมชาติก็เริ่มเผยแสงแรกของวัน
เป็นใบที่ชอบที่สุดใบนึงของเช้าวันนี้
ฟ้าเริ่มสว่างแล้ว
ปักหลังตรงจุดนี้เพื่อรอพระอาทิตย์ขึ้นสูงเหนือสันเขา

มีเรื่องขำๆ อยากจะเล่าสักหน่อย ช่วงเวลาเกือบๆ 7 โมงพระอาทิตย์กำลังจะขึ้นสูงเลยสันเขาในอีกไม่ช้า ผมเลยตั้งกล้องปักหลักรอตรงจุดนี้เพื่อรอถ่ายภาพพระอาทิตย์ขึ้น ซึ่งช่วงจังหว่ะเวลาที่แฉกพระอาทิตย์จะเพอร์เฟคที่สุดนั้นมีเพียงไม่กี่วินาที ระหว่างที่รออยู่ก็มีผู้หญิงนางหนึ่งอยู่ไกลๆ เดินเล่นเซลฟีอยู่คนเดียว สักพักเธอก็เดินเข้าใกล้ผมมาเรื่อยๆ ประจวบกับอีกไม่กี่อึดใจพระอาทิตย์ก็จะขึ้นเหนือสันเขาพอดี และช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ขึ้นเหนือสันเขาก็เป็นเวลาพอดิบพอดีกับที่เธอเดินมาขอให้ผมถ่ายรูปให้เธอ ด้วยความเป็นคนดีมีน้ำใจเราจึงไม่กล้าปฏิเสธและถ่ายรูปให้เธอตามคำร้องขอ ณ เวลานั้นใจก็ร้อนรนเรื่องถ่ายรูปพระอาทิตย์จึงถ่ายรูปให้เธอแบบแบบไวๆ และยืนโทรศัพท์คืนให้เธอ แต่เธอคงยังไม่ถูกใจในภาพทำให้ต้องถ่ายให้เธออีกสอง สามรอบเธอถึงกล่าวขอบคุณและเดินจากไป ส่วนตัวผมกลับมาที่กล้องของตัวเองและมองไปที่วิวข้างหน้าและพบว่าพระอาทิตย์ในตำแหน่งที่ดีที่สุดได้จากผมไปแล้ว...และเพียงเวลาไม่นานแสงจากพระอาทิตย์ก็สว่างมากเกินจากภาพที่ได้จินตนาการไว้แล้ว

หลังจากภาพนี้พระอาทิตย์ก็สว่างขึ้นอย่างรวดเร็ว

หลังจากนั้นไม่นานเอมี่ก็เดินมาหาผมพร้อมกับหน้าตาอันสดใส เราสองคนจึงตั้งกล้องถ่ายรูปกันตรงจุดเดิม เวลาเที่ยว Road Trip กันสองคนนี่นานๆจะได้ถ่ายภาพคู่กันเสียที


ถึงเวลาถ่ายนางแบบส่วนตัว

เด็ดหลอกเพื่อการถ่ายทำนะจ้ะ