top of page

Part 3 : Mae Hong Son Loop 5 วัน 4 คืนพิชิต 4,088 โค้ง

เราคือผู้พิชิตเส้นทาง 4,088 โค้ง

วันที่สามของทริป เราออกจากบ้านรักไทยช่วงเที่ยงกว่าๆ และมุ่งหน้าสู่ "ดอยแม่อูคอ" ซึ่งที่นั้นมี "ทุ่งดอกบัวตอง" สถานที่ท่องเที่ยวอันโดงดังของจังหวัดแม่ฮ่องสอน และคืนนี้เราจะพักกันที่ "ขุนยวมรีสอร์ท" และวันที่สี่จนถึงวันสุดท้ายของทริปจะเป็นการเที่ยวที่ไม่เป็นไปตามแผนที่เราได้วางไว้


 

รับประกาศนียบัตรผู้พิชิต 1,864 โค้ง


ก่อนเราจะไปถึงทุ่งดอกบัวตองเราต้องขับรถผ่านตัวเมืองแม่ฮ่องสอนก่อน ซึ่งในตัวเมืองจะมีบริการนึงที่น่าสนใจคือเราสามารถมาขอรับประกาศนียบัตรผู้พิชิต 1,864 โค้งได้ที่ร้านกาแฟ Feel Good Café โดยจะมีประกาศนียบัตรให้เลือกอยู่ 3 แบบด้วยกันคือ รถยนต์ (Super Driver)บิ๊กไบค์ (Super Rider)นักท่องเที่ยว (Super Traveler) ก็เป็นกิมมิคที่น่ารักดี ไหนๆก็ขึ้นชื่อเรื่องความโหดของจำนวนโค้งแล้วทางจังหวัดก็ทำประกาศนียบัตรให้สะเลย

ของผมเป็น Super Driver ของเอมี่เป็น Super Traveler
จอดรถไว้ที่สํานักงานเหล่ากาชาดจังหวัดแม่ฮ่องสอน แล้วเดินข้ามฝั่งไปรับใบประกาศนียบัตร

หลังจากได้รับประกาศนียบัตรเราก็ถือโอกาสเดินชมเมืองกันนิดหน่อย ตัวเมืองแม่ฮ่องสอนเป็นเมืองเล็กๆ เงียบสงบดี ใกล้ๆตัวเมืองมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจอย่างพระธาตุดอยกองมู และวัดจองคำ-จองกลาง เสียดายที่เวลาของเรานั้นมีจำกัดหากมีโอกาสคงกลับมาที่นี่อีกครั้งอย่างแน่นอน


เพราะกองทัพต้องเดินด้วยท้องเราจึงต้องเติมอาหารเที่ยงกันหน่อย เราตั้งใจจะไปทานอาหารเหนือเจ้าดังของแม่ฮ่องสอน แต่พอไปถึงร้านดันปิดสะอย่างนั้นก็ทำเอาเอมี่เสียใจไปไม่น้อย สุดท้ายเราจึงตัดสินใจหาอะไรง่ายๆกินแทน แต่เดินๆรอบเมืองแล้วแทบไม่เจอร้านอาหารเปิดเลย จนเดินไปเจออยู่ร้านนึงเป็นร้านขนมจีนตั้งอยู่ในตรอกเล็กๆ ราคาก็ย่อมเยาเพียงจานละ 20 บาท แถมรสชาติอาหารก็อร่อยมากๆ ผมนี่ถึงกับต้องเบิ้ลสองชามเลยทีเดียว

พอทานเสร็จจึงสอบถามแม่ค้าว่ามันคือขนมจีนอะไร แม่ค้าก็บอกไม่รู้ว่าเค้าเรียกกันว่าอะไร แต่ได้ใจความประมาณว่าเป็นขนมจีนสูตรดั้งเดิมของจัดหวัดแม่ฮ่องสอนที่ชาวบ้านทำกินกันมาตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นย่าแล้ว โดยหน้าตาของขนมจีนของที่นี่จะคล้ายๆขนมจีนน้ำเงี้ยวแต่รสชาติจะอ่อนกว่า โดยส่วนตัวผมว่าคล้ายซุปราเมนของร้าน Tomato Noodle แต่ราคานั้นต่างกันเกือบ 10 เท่าได้

ร้านเล็กๆแต่รสชาติใหญ่โต

หลังจากนั้นก็ขับรถกันยาวๆ ใช้เวลาไปสองชั่วโมงกว่าเราก็ถึงทุ่งดอกบัวตองในเวลาห้าโมงนิดๆ แสงกำลังสวยและอากาศก็ดีมากเลยละ

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเที่ยวทุกดอกบัวตองดอยแม่อูคอคือช่วงเดือนพฤศจิกายนจนถึงต้นเดือนธันวาคมหลังจากนั้นดอกบัวตองก็จะร่วงโรยไป ช่วงที่เราไปเที่ยวกันเป็นช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนก็พอจะได้เห็นร่องรอยของดอกไม้ร่วงโรยอยู่บ้างแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นทั้งภูเขาก็ยังเหลืองอร่ามไปด้วยสีของดอกบัวตอง


ที่ทุ่งดอกบัวตองเวลาประมาณห้าโมงครึ่งอากาศเย็นจนต้องใส่เสื้อหนาวเลยทีเดียว
พระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว
เวลาเพียงครู่เดียวพระอาทิตย์ก็หลบหลังเขาไปสะแล้ว
ภาพสุดท้ายก่อนเดินทางออกจากดอยแม่อูคอ

หลังจากนั้นเราก็ขับรถลงจากดอยแม่อูคอกลับเมืองขุนยวมเพื่อเข้าพักที่ขุนยวมรีสอร์ท หลังจากนั้นก็พักผ่อนร่างกายเตรียมพร้อมเที่ยวในวันต่อไป

 

เช้าวันที่สี่ของการเดินทาง


วันนี้เป็นวันที่เราวางแผนว่าจะตื่นสายๆหน่อยเพราะตื่นเช้านอนดึกติดๆกันมาหลายวันแล้ว และวันนี้จะเป็นอีกวันที่ขับรถค่อนข้างไกล โดยมีระยะทางประมาณ 200 กิโลเมตรโดยเราจะไปเที่ยวที่ "ดอย 360 องศา แม่โถ" และจากนั้นเราจะเข้าพักที่ "สวนป่าแม่แจ่ม" จังหวัดเชียงใหม่


วิวจากหน้าระเบียงที่พัก ตื่นมาเจอหมอกหนาขนาดนี้จึงวางกล้องแล้วนอนต่อถึง 9 โมง

หลังจากอาบน้ำแต่งตัวเสร็จแล้ว เราก็มาใช้บริการโซนอาหารของที่พักซึ่งทุกอย่างก็ได้ตระเตรียมไว้อย่างเรียบง่าย โดยมีชา กาแฟ และน้ำร้อนบริการ ช่วงเวลา 9 โมงกว่าๆเราพบว่าผู้คนนั้นได้ check-out กันไปหมดเพราะทั้ง Resort เหลือรถของเราจอดอยู่แค่คันเดียว แม้กระทั้งพนักงานดูแล Resort ก็ไม่มีใครอยู่เลย เหลือเพียงแต่แมวขาวหน้ากวนอยู่หนึ่งตัวที่ทาง Resort คงแต่งตั้งให้เป็นพนักงานบริการด้านความบันเทิงให้เราเท่านั้น

เจ้าแมวที่ทาง Resort มอบหน้าที่ให้คอยดูแลเราสองคน
อาหารเช้าง่ายๆ ง่ายกว่านี้ก็ต้องกินมาม่าแห้งแล้ว
10 โมงกว่าๆ เราก็ check-out และออกเดินทางสู่สถานีต่อไป

ทุ่งดอกบัวตองดอยแม่เหาะ


เราออกจากขุนยวม ขับรถมาเรื่อยๆ ตามทางหลวงหมายเลข 108 เพื่อมุ่งหน้าสู่ "ดอย 360 องศา แม่โถ" ซึ่งที่นี่เป็นที่เที่ยวใหม่กำลังมาแรงเชียวละ และระหว่างทางเราได้บังเอิญเจอทุ่งดอกบัวตองอีกแห่งนึงนั้นคือ "ทุ่งดอกบัวตองดอยแม่เหาะ" ซึ่งเป็นจุดชมดอกบัวตองพื้นที่เล็กๆ พอให้เราได้เดินยืดเส้นยืดสาย คลายความเมื่อยล้าจากการนั่งอยู่ในรถเป็นเวลานาน



จุดหมายที่เปลี่ยนไป

เราออกจากทุ่งดอกบัวตองดอยแม่เหาะและมุ่งหน้าสู่จุดหมายต่อไป แต่ตอนนี้เป็นเวลาบ่ายสองโมงกว่าแล้ว มาม่าที่รองท้องไว้ตั่งแต่เช้าก็คงไม่สามารถช่วยเราให้อิ่มไปตลอดทั้งวันได้ เราจึงเริ่มมองหาร้านอาหารตามเส้นทางที่เราขับรถผ่านแต่นั้นก็คงไม่ง่ายนักเพราะมองไปทางไหนเราก็เจอแต่ทางโค้งซ้าย โค้งขวาและป่าไม้ใบหญ้าริมข้างทาง เราผ่านเส้นทางคดเคี้ยวได้สักระยะจึงได้เจอร้านอาหารตามสั่งของชาวบ้านตั้งอยู่ริมทาง เป็นร้านเล็กๆ ที่มีแต่เราสองคนเป็นลูกค้า อาหารเราก็กินง่ายๆ เอมี่สั่งข้าวไข่เจียว ส่วนของผมเป็นข้าวขาหมู แต่เราก็โชคดีเรื่องปากท้องอีกตามเคยเพราะอาหารง่ายๆของร้านนี้มีรสอร่อยมากทีเดียวละ

ถนนหน้าร้านอาหารตามสั่ง

หลังท้องอิ่มแล้วก็เดินทางกันต่อ ขับรถมาได้สักระยะผมก็ให้เอมี่หาข้อมูลว่าต้องจอดรถตรงจุดไหนเพื่อเหมารถชาวบ้านพาเราขึ้นไปที่ ดอย 360 องศา แต่พอหาข้อมูลไปเราก็พบว่าจากจุดที่ขึ้นรถจนถึงจุดชมวิวต้องใช้เวลาเดินทางอีกร่วมชั่วโมง ซึ่งตอนนี้ก็เป็นเวลาบ่ายสามโมงกว่าแล้วหากเราจะไปดอยแม่โถก็เกรงว่าจะมีเวลาอยู่บนนั้นได้ไม่นาน และเราก็ไม่อยากถึงที่พักของเราดึกจนเกินไปนัก นั้นทำให้เราต้องจอดรถตรงหน้าทางเข้าถนนเส้น 1270 ซึ่งเป็นเส้นทางเข้าหมู่บ้าน แม่โถ เพื่อตัดสินใจว่าจะเอาอย่างไรกันดี และเมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วเราก็ลงความเห็นกันว่าเราจะล้มเลิกแผนไปดอยแม่โถและหาสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ไม่ไกลจากที่พักของเราแทนและที่นั้นก็คือ "อุทยานแห่งชาติออบหลวง"

หน้าผาจูบกันสัญลักษณ์ของอุทยานแห่งชาติออบหลวง

อุทยานแห่งชาติออบหลวง


ประมาณสี่โมงเย็นเราก็ถึง ออบหลวง พอมาถึงก็ไปซื้อตั๋วเข้าอุทยานกับเจ้าหน้าที่ หลังจากนั้นก็ขับรถเข้าไปจอดหน้าทางเข้า เดินไปอีก 350 เมตรก็จะเจอ "หน้าผาจูบกัน" ซึ่งจุดนี้ถือเป็น Landmark ที่สำคัญของออบหลวงเลยทีเดียว เท่าที่เราสังเกตนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักเดินเข้ามาถึงจุดนี้และถ่ายรูปกันหลังจากนั้นก็เดินกลับกันแล้ว หรือแม้แต่ใน web site ท่องเที่ยวบางแห่งก็จะทำข้อมูลถึงจุดนี้เท่านั้น ซึ่งจริงๆแล้วออบหลวงยังมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่ภายในเส้นทางนั้นก็จะมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ เช่น หลุมฝังศพมนุษย์โบราณ ภาพเขียนโบราณ และยังมีจุดชมวิวสวยๆ อยู่ด้านใน ซึ่งวันนี้เราสองคนมีเวลาไม่นานนักเพราะกว่าจะถึงออบหลวงก็สี่โมงแล้วและเราต้องรีบออกจากเส้นทางศึกษาธรรมชาติก่อนแสงจะหมดด้วย จึงทำให้เราเดินไม่ครบเส้นทางที่ทางอุทยานได้จัดทำไว้ โดยที่เราได้เดินไปถึง "จุดชมวิวผาช้าง" และเดินย้อนกลับเส้นทางเดิมที่เราเดินเข้ามา

ทางเข้าออบหลวงเวลาประมาณบ่าย 4 โมง แดดเปรี้ยงมาก
เส้นทางเดินประมาณ 350 ก่อนถึงผาจูบกัน ร่มรื่นเดินสบาย
ออบ เป็นภาษาท้องถิ่นหมายถึงช่องแคบ หลวง หมายถึง ใหญ่
เส้นทางศึกษาธรรมชาติ
เดินไปศึกษาข้อมูลไปเพลินๆ
หลุมฝังศพมนุษย์โบราณ
ภาพเขียนสี สันนิษฐานว่าภาพเขียนนี้มีอายุไม่น้อยกว่า 7,500 – 8,500 ปี
ภาพเขียน ถ่ายภาพออกมาดูยากนิดนึง

จุดชมวิวผาช้าง การขึ้นไปชมวิวที่ผาช้างนั้นลำบากเล็กน้อยเพราะมีจุดที่ต้องออกแรงปีนกันสักหน่อย และทางขึ้นลงนั้นไม่ชัดเจนจึงอาจจะต้องระมัดระวังกันมากพอสมควร เราสองคนขึ้นทางนึงพอจะลงดันจำทางลงไม่ได้จนต้องเดินหากันแป๊ปนึงพอให้ได้รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย แต่ถึงจะลำบากแต่วิวที่เราได้มองเห็นด้วยสองตาของเรานั้นก็สวยมากจนเราอยากจะอยู่จนฟ้าเปลี่ยนสี แต่มันคงเป็นไปไม่ได้เพราะการอยู่ในป่าจนมืดคงเป็นไอเดียที่ไม่ดีสักเท่าไหร่ และอยากจะขอขอบคุณภรรยามา ณ ที่นี้ที่ยอมลำบากลำบนเดินขึ้นมาด้วยกัน กราบ

พาเมียมาลำบากแท้ๆ
แต่พอขึ้นมาเจอวิวแบบนี้ก็หายเหนื่อยเลย
พระอาทิตย์ใกล้ตกในอีกไม่นาน
หนูทำได้
วิวสวยมากๆ
เมียชนะ
แม่น้ำแม่แจ่ม
มองไปทางไหนก็สวย
พระอาทิตย์ใกล้ตกลับสันเขาก็ถึงเวลาต้องแล้ว
มีภาพประทับใจอยู่ชอตนึงระหว่างหาทางเดินลงก็มีนกสีสวยฝูงใหญ่บินขึ้นมาตรงจุดนี้ เสียดายที่ถ่ายรูปไว้ไม่ทัน
ลงจากชุดชมวิวเรียบร้อย still in one piece
ช่องเขาขาด ออบหลวง

สวนป่าแม่แจ่ม บ้านวิวหมอก A8


ใช้เวลาไม่นานจากออบหลวงเราก็มาถึงที่สวนป่าแม่แจ่มซึ่งเป็นที่พักของเราในวันนี้ เราได้จองบ้านวิวหมอก A8 ไว้ซึ่งเป็นห้องพักที่วิวดีที่สุดของที่นี้ ปกติบ้านวิวหมอก A8 จะไม่ค่อยว่างโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง High Season แต่ก็เป็นโชคดีของเราที่บ้าน A8 นั้นว่างพอดี

สิ่งที่ทำให้บ้านวิวหมอก A8 นั้นได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวนั้นเป็นเพราะที่ตั้งของบ้านนั้นอยู่ตรงจุดชมวิวพอดี นั้นหมายความว่าเราจะมองเห็นวิวสวยๆจากระเบียงบ้านพักของเราเลย และตรงจุดชมวิวนี้ก็ยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นของทางที่พักอีกด้วย

เรื่องอาหารการกินมื้อเย็นทางเจ้าหน้าที่ของสวนป่าแม่แจ่มจะนำอาหารมาส่งตรงถึงที่บ้านเลย แต่ถ้าเราไม่อยากทานที่บ้านก็สามารถไปทานที่ห้องอาหารก็ได้ ส่วนอาหารเช้าต้องไปทานที่ห้องอาหาร

หลังจากทานอาหารเสร็จก็ถึงเวลาของการพักผ่อน เอมี่นั่งฟังเพลง ส่วนตัวผมก็จิบเบียร์เคล้าอากาศเย็นๆ คืนนี้จะเป็นคืนสุดท้ายของทริปนี้แล้วก็ขอนอนดึกสักนิดเพื่อจะได้มีเวลาเก็บเกี่ยวความสุขให้เต็มที่เสียหน่อย

บ้านวิวหมอก A8 ยามค่ำคืน

วันสุดท้ายของการเดินทาง


เป็นอีกวันที่ผมตื่นตั้งแต่ตี 5 เพื่อออกมาถ่ายรูปดวงดาวและถ่ายรูปยาวจนพระอาทิตย์ขึ้น บรรยากาศตอนถ่ายรูปก็เงียบสงบเพราะยืนบ้าถ่ายรูปอยู่คนเดียว อากาศดีขนาดนี้จริงๆ ก็อยากตั้งกล้องทิ้งไว้แล้วแอบไปนอนเหมือนกัน

จุดชมวิวของที่พัก สามารถตื่นมาก็ถ่ายดาวได้เลยแต่จะมีแสงจากไฟส่องทางกวนเยอะพอสมควร

ถ่าย Time-lapse ได้แปปเดียวฟ้าเริ่มสว่าง

แสงแรกของวันเริ่มโผล่พ้นฟ้า
แสงสีส้มเป็นสัญญานว่าพระอาทิตย์กำลังจะขึ้นเหนือภูเขา
ก่อนพระอาทิตย์ขึ้นแป๊ปนึงเอมี่ก็เดินมาดูพระอาทิตย์ขึ้นด้วยกัน
จากหน้าระเบียงบ้านพักจะเห็นวิวนี้

หลังจากนั้นเราก็เข้าบ้านพักเพื่ออาบน้ำแต่งตัวและเก็บข้าวของและออกไปทานอาหารเช้า ระหว่างที่เราทานอาหารเช้าก็ปรึกษากันว่าจะทำอะไรหรือจะไปไหนดี เพราะเราโดนเลื่อน Flight ออกไปเป็นสามทุ่มทำให้ช่วงเช้าจนถึงบ่ายๆเราสามารถไปเที่ยวทริปสั้นๆ ก่อนบินกลับกรุงเทพฯได้ หลังจากคุยกันสักพักเราจึงตกลงกันว่าจะไปที่ "กิ่วแม่ปาน" กัน


หนาวสุดของทริปที่กิ่วแม่ปาน

เราขับรถออกจากสวนป่าแม่แจ่มไปที่อินทนนท์ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง ก็มาถึงด่านเก็บเงินเข้าอุทยาน ผมเดินลงจากรถเพื่อไปซื้อตั๋วจากเจ้าหน้าที่ พอออกจากรถปุ๊ปก็ได้สัมผัสกับอากาศหนาวทันที

พอขึ้นไปถึงทางเข้ากิ่วแม่ปานทั้งหมอก ทั้งลมเย็นๆ ทำเอาเราสองคนต้องงัดเสื้อหนาวที่แพ็คใส่กระเป๋าไปแล้วออกมาใส่ ณ ตอนนั้นเวลาประมาณสิบเอ็ดโมงตรง อากาศอยู่ที่ 15 องศา แต่ด้วยลมที่แรงทำให้เรารู้สึกหนาวจับใจเลยทีเดียว


กิ่วแม่ปาน อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ตรง กม.42 มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 2,000 เมตร เป็นเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติระยะสั้น ประมาณ 3 กิโล คนทั่วไปใช้เวลาเดินประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งแต่เราสองคนใช้เวลาไป 2 ชั่วโมง 45 นาที เพราะเราถ่ายรูปด้วยอ่านป้ายความรู้ระหว่างทางด้วย ถ้าไม่ติดเกรงใจไกด์ผมว่าเราสองคนอาจจะใช้เวลาถึง 5 ชั่วโมงได้สบายๆ

ระหว่างทางเราจะผ่านป่าทึบ น้ำตก และสันเขา ไฮไลต์ของที่นี่คือทุ่งหญ้ากึ่งอัลไพน์และจุดชมวิวกิ่วแม่ปาน ซึ่งจากจุดนี้หากโชคดีเราอาจจะได้เห็นกวางผาออกมาหากิน และในช่วงธันวาคม-มกราคมเราจะได้เห็นต้นกุหลาบพันปีออกดอกด้วย

ป้ายให้ความรู้ติดตั้งอยู่ตลอดเส้นทาง
น้ำตกลานเสด็จ ตรงนี้เป็นจุดพักจุดแรก อากาศเย็นบวกกับความชื้นจากน้ำตกทำให้รู้สึกสดชื่น